Main Menu
Home
ข่าวประชาสัมพันธ์
ความรู้สุขภาพ
รายการแผ่นพับที่ให้บริการ
ดาวน์โหลดแบบฟอร์มขอรับบริการ
ติดต่อสอบถาม
Administrator
Polls
โปรดร่วมให้คะแนน Website
 
Visitors Counter
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday207
mod_vvisit_counterYesterday1518
mod_vvisit_counterThis week207
mod_vvisit_counterThis month30688
mod_vvisit_counterAll978365

อุบัติเหตุในผู้สูงอายุ

 

อุบัติเหตุในผู้สูงอายุ

ข้อมูลโดย
หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ชนิดของอุบัติเหตุที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ
อุบัติเหตุในบ้าน
1. พลัดตกหกล้ม  ที่พบบ่อย ได้แก่ การตกบันได ตกระเบียงบ้าน ตกเก้าอี้ ตกเตียง ตกต้นไม้ ตกหลุม ตกท่อ ลื้นล้มในห้องน้ำ  จากการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุระหว่าง 65-75 ปี  มีโอกาสหกล้มประมาณร้อยละ 25 ต่อปี  และการพลัดตกหกล้มในผู้สูงวัยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายในบ้าน  โดยเฉพาะบริเวณบันไดและในห้องน้ำ

การป้องกันการพลัดตกหกล้มขณะขึ้นลงบันได
     • บันไดภายในบ้าน  ควรมีราวสำหรับยึดเหนี่ยวหรือจับที่มั่นคงทั้ง 2 ด้าน  ส่วนบันไดเตี้ยๆควรเปลี่ยนเป็นทางลาดโดยเฉพาะบันไดที่ชัน
     • ขอบบันไดแต่ละขั้น  ควรมีอุปกรณ์กันลื้นไว้  และควรใช้สีที่ตัดกัน  เห็นได้ชัด
     • อย่าวางสิ่งของใดๆหรือปล่อยให้แมวหรือสุนัขนอนบริเวณชั้นบันได  เพื่อป้องกันการสะดุด
     • บริเวณบันไดควรมีแสงสว่างอย่างเพียงพอ  และควรมีสวิทซ์ไฟติดไว้ทั้งส่วนบนสุดและส่วนล่างสุดของบันได
     • ขณะขึ้นลงบันได  ไม่ควรถือสิ่งของทั้งสองมือ  เพื่อใช้มืออีกข้างหนึ่งยึดเกาะราวบันได้

การป้องกันการหกล้มในห้องน้ำ
     • มีวัสดุหรืออุปกรณ์กันลื่นบนพื้นที่อาบน้ำ
     • ติดตั้งราวไว้ที่ผนังห้องน้ำ  หรือข้างอ่างน้ำ  สำหรับยึดเกาะเมื่อเสียการทรงตัว
     • ควรแยกห้องส้วมออกจากห้องน้ำ  เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นห้องน้ำที่เปียกแฉะจากน้ำและสบู่ที่อาจทำให้ลื่นล้มได้  ถ้าไม่สามารถแยกได้ต้องคอยหมั่นเช็ดพื้นห้องน้ำให้แห้งภายหลังอาบน้ำ
     • ขณะอาบน้ำ  ไม่ควรล็อกประตูห้องน้ำ  เพื่อให้ผู้อื่นสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้หากเกิดอุบัติเหตุ

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้สูงอายุเมื่อเกิดอุบัติเหตุพลัดตกหกล้ม
     • เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ควรตั้งสติให้ดี
     • สังเกตความผิดปกติของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะส่วนที่กระทบกระแทกกับของแข็ง
     • ลองเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายดู หากมีอาการผิดปกติหรือเจ็บปวดมาก ให้ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เพื่อทำการปฐมพยาบาล
     • รีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา

2. ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก สถานที่ๆ เกิดอุบัติเหตุและพบได้บ่อยมักเป็นในห้องน้ำขณะอาบน้ำ และใน ห้องครัวขณะปรุงอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากประสาทสัมผัสรับความรู้สึกร้อนเสื่อมลง ทำให้ผู้สูงอายุรับ ความรู้สึกช้าหรืออาจไม่รู้สึกเลย การถูกความร้อนลวกจากการสัมผัสจึงมีมาก ประกอบกับประสาท อัตโนมัติในการถอยหนีช้า จึงทำให้อันตรายที่เกิดขึ้นค่อนข้างรุนแรง

3. การสำลักการสำลักอาหาร น้ำหรืออาหารติดค้างในหลอดลม พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่ขาดการเคลื่อนไหว สาเหตุจากการเป็นอัมพาต การที่มีฟันปลอมหลวม หากมีการสำลักเข้าไปในปอด จะทำให้ปอดอักเสบหรือเสียชีวิตได้จากการอุดตันในท่อทางเดินหายใจ

การป้องกันอุบัติเหตุจากการสำลัก
     • รับประทานอาหารอย่างช้าๆ ไม่ควรเร่งรีบ
     • ญาติหรือผู้ให้การดูแล ไม่ควรให้หรือสนับสนุนผู้สูงอายุให้รับประทานอาหารมากจนเกินไป
     • การให้อาหารผู้สูงอายุที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก ควรให้อย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง
     • หมั่นตรวจสอบฟันปลอมให้แน่นพอดีอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดไหลไปติดคอได้ ถ้าฟันปลอมหลวมควรพบทันตแพทย์เพื่อรับการแก้ไข

 

4. อุบัติเหตุในบ้านอื่นๆ ที่อาจพบได้บ่อย และควรระมัดระวัง ได้แก่
     • ไฟฟ้าช็อต แก๊สรั่ว แก๊สระเบิด
     • หยิบยาผิด หรือการใช้ยาผิด เนื่องจากสายตาไม่ดีหรือแสงสว่างมีไม่เพียงพอ
     • ลืมหรือเผลอทำให้ขาดการรับประทานยา หรือรับประทานยามากเกินไป

อุบัติเหตุนอกบ้าน
1. การเดินบนท้องถนน เกิดได้จากการหกล้มบนพื้นถนน หรือถูกยวดยานพาหนะชนขณะเดินข้ามถนน เนื่องจากสายตาไม่ดี หูไม่ได้ยินเสียงชัดเจน การตัดสินใจที่เชื่องช้าในการเดินหลบหลีกรถ

การป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน ควรปฏิบัติดังนี้
     • สวมใส่รองเท้าชนิดหุ้มส้นที่มีขนาดพอดี ไม่หลวม
     • ข้ามถนนบริเวณทางม้าลาย สะพานข้ามถนนหรือบริเวณสี่แยกไฟแดงขณะรถหยุด และต้องให้แน่ใจว่ามีเวลาพอในการข้ามถนน โดยคำนึงถึงความเร็วในการเดิน ถ้าไม่แน่ใจควรขอร้องให้ผู้อื่นช่วยในการเดินข้ามถนน
     • กรณีถนนลื่น โดยเฉพาะหน้าฝน ต้องเดินด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
     • ถ้าใช้ไม้เท้าในการช่วยเดิน ต้องแน่ใจว่าไม้เท้ามีความยาวที่พอดีและเหมาะสม มียางกันลื่นที่ปลายไม้เท้า
     • ระวังการใช้ร่มขณะเดินข้ามถนน ร่มอาจบังทำให้มองไม่เห็น และเกิดอุบัติเหตุได้ จึงควรใช้ร่มที่สามารถมองทะลุปีกร่มได้ จะปลอดภัยกว่า
     • ถ้าเดินถนนเวลากลางคืน ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาว เพื่อให้คนขับมองเห็นได้ง่าย และควรมีไฟฉายติดตัวไว้เมื่อออกไปในที่มืดตอนกลางคืน
• ถ้าผู้สูงอายุหูตึง การข้ามถนนจะต้องระมัดระวังมาก ต้องอาศัยสายตาช่วยดู และควรข้ามบริเวณทางม้าลาย สะพานทางข้ามถนน หรือสี่แยกไฟแดงจะปลอดภัยกว่า

 

2.การขับรถ ถ้าผู้สูงอายุขับรถเอง จะต้องระมัดระวังในเรื่องอุบัติเหตุให้มากที่สุด เพราะนอกจากจะต้องมีความพร้อมทั้งสุขภาพกายและจิตใจแล้วยังต้องถามตนเองเพื่อประเมินความสามารถในการขับรถในเรื่องสำคัญต่อไปนี้
     1) สายตา สามารถมองเห็นชัดเจนหรือไม่ โดยเฉพาะตอนกลางคืน
     2) สมาธิในการขับรถ
     3) ความเร็วในการตัดสินใจเมื่อเกิดภาวะคับขัน
     4) ความคล่องตัวในการควบคุมบังคับรถ

 

ผู้สูงอายุขับรถอย่างไรจึงจะปลอดภัย
ข้อควรปฏิบัติ 13 ประการ ในการขับรถของผู้สูงอายุ
     1. ไม่ควรดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนเดินทางหรือขณะขับรถ เพาะสุราเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ
     2. หากมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อทำการแก้ไขก่อน
     3. หลีกเลี่ยงการขับรถในเวลากลางคืน เนื่องจากจะทำให้มองไม่เห็น และสายตาถูกรบกวนจากแสงไฟของรถที่สวนทาง
     4. ควรขับรถในเส้นทางที่คุ้นเคย และหลีกเลี่ยงการขับรถในชั่วโมงเร่งด่วน เนื่องจากจะมีปริมาณรถมาก โอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง
     5. ควรหลีกเลี่ยงการขับรถที่ติดฟิล์มกรองแสง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน เนื่องจากจะทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน
     6. หลีกเลี่ยงการขับรถในสภาวะอากาศที่ไม่ดี เช่น ฝนตกหนัก หรือหมอกลงจัด พายุฝนฟ้าคะนอง ต้องลดความเร็ว เพราะถนนจะลื่น เปิดไฟรถเมื่อทัศนวิสัยไม่ดี แม้ว่าจะเป็นเวลากลางวัน
     7. ปรับตำแหน่งเก้าอี้นั่งให้เหมาะสมก่อนออกรถ
     8. คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับรถ เพื่อป้องกันการกระทบกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากผู้สูงอายุมักมีการบาดเจ็บและกระดูกหักได้ง่าย เมื่อถูกกระทบกระแทกเพียงเล็กน้อย
     9. ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกขับเกียร์อัตโนมัติ เนื่องจากสะดวกและใช้แรงน้อยกว่าเกียร์ธรรมดา
     10. หมั่นตรวจสอบ ดูแลสภาพการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ของรถอย่างสม่ำเสมอ เช่น ที่ปัดน้ำฝน กระจกบังลมหน้ารถ กระจกส่องหลัง ไฟหน้า และไฟท้าย เป็นต้น
     11. ควรใช้รถที่มีถุงลมนิรภัย เพื่อความปลอดภัยหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น
     12. ขับรถให้ช้าลง
     13. ถ้าไม่แน่ใจว่าการขับรถด้วยตนเองจะปลอดภัย ควรงดขับ

 

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

ดูแลข้อมูลโดย : หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย