ปฐมบท 

ปฐมบท 1

สภากาชาดไทย ถือกำเนิดขึ้นมาก็ด้วยน้ำใจเมตตาของผู้ก่อตั้งและการที่สภากาชาดไทยสามารถเจริญก้าวหน้ามาถึงปัจจุบันก็ด้วยความเมตตาของประชาชนที่มีกุศลจิตให้ความเกื้อกูลสนับสนุนข้าพเจ้าจึงถือโอกาสนี้ ขอบคุณท่านที่ได้ให้การสนับสนุนสภากาชาดไทยตลอดมา และหวังในเมตตาธรรมของท่าน ที่จะช่วยเกื้อกูล และช่วยจรรโลงสภากาชาดไทย ให้ปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติต่อไป

19

         พระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย จากสภาอุณาโลมแดงฯ สู่สภากาชาดไทย วิวัฒน์องค์การเพื่อภารกิจด้านมนุษยธรรมของคนไทย

ปฐมบท 2

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

1

 

ปฐมบท 3

             จุดกำเนิดของสภากาชาดไทยเริ่มขึ้นเมื่อครั้งสมัยแผ่นดิน พระพุทธเจ้าหลวง” รัชกาลที่ 5 ในต้น ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ซึ่งประเทศสยามเกิดกรณีพิพาทกับประเทศฝรั่งเศสในเรื่องดินแดน ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ทำให้เกิดการสู้รบกัน ยังผลให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และได้รับความทุกข์ทรมานเป็นจำนวนมาก โดยในขณะนั้นยังไม่มีกองการกุศลใดๆ ทำหน้าที่ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ในยามสงครามอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

              พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยเหล่าทหารหาญและบรรดาอาสาสมัครที่เสียสละเอาชีวิตร่างกายต่อสู้
เพื่อรักษาพระราชอาณาเขต จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งสภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยามขึ้น เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2436 เพื่อทำหน้าที่จัดส่งยา เวชภัณฑ์ อาหาร เสื้อผ้า และเครื่องใช้ต่างๆ ไปยังทหารและประชาชนที่เดือดร้อน อันเป็นหลักการที่ละม้ายกับหลักการของสภากาชาดสากล

              นอกจากนั้น พระองค์ยังมีพระมหากรุณาธิคุณแก่องค์การที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้โดยพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ และพระบรมราชานุญาตให้เรี่ยไรได้เงินบริจาคเป็นจำนวนถึง 443,716 บาท อันเป็นเงินจำนวนมหาศาลในสมัยนั้น นับว่าเป็นการรณรงค์จัดหา รายได้ครั้งแรกและเป็นปฐมฤกษ์ในการก่อตั้งองค์การ

2

ปฐมบท 4

3

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

 

ปฐมบท 5

4

          ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พ.ศ. 2461 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยรักษาพยาบาลผู้ป่วยไข้และ บาดเจ็บในยามสงครามและยามสงบ อีกทั้งการช่วยบรรเทาทุกข์ ในเหตุการณ์สาธารณภัยโดยไม่เลือกชั้น วรรณะ ลัทธิ ศาสนา หรืออุดมการณ์ทางการเมือง แต่ยึดหลักมนุษยธรรมเป็นที่ตั้ง ยังผลให้สภากาชาดไทยได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เมื่อ พ.ศ. 2463 และในปีถัดมาคือ พ.ศ. 2464 สันนิบาตสภากาชาดก็ได้รับสภากาชาดไทยเข้าเป็นสมาชิกอีกชาติหนึ่ง

          จากปฐมเหตุที่ทำให้เกิดองค์การเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากการสงคราม ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ใน“พระปิยมหาราช” ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ประเทศไทยจึงได้มีองค์การสาธารณกุศลสงเคราะห์ระดับนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้น โดยคนไทย เพื่อคนไทย และทำหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทั่วผืนแผ่นดินไทยด้วยหลักมนุษยธรรมและเมตตาธรรม ทั้งในยามปกติและยามสงครามมาอย่างต่อเนื่องยาวนานสืบถึงทุกวันนี้

5

              สภากาชาดไทยให้ความช่วยเหลือผู้เดือดร้อนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ปฐมบท ที่ 6

นับจาก พ.ศ. 2436 ล่วงถึงปัจจุบัน เป็นก้าวย่างสู่ปีที่ 116 ของสภากาชาดไทยที่ได้ก่อตั้งขึ้นและทำงานอย่างหนักเพื่อชาวไทยมาโดยตลอด ณ วันนี้ สภากาชาดไทยได้วิวัฒนาการขยายกิจการให้กว้างขวางเป็นลำดับเพื่อให้บริการสาธารณประโยชน์อันดียิ่งต่อมหาชนครอบคลุมทุกจังหวัดของประเทศไทยโดยยึดมั่นตามหลักการของกาชาด ซึ่งสภากาชาดและสภาซีกวงเดือนแดงทุกประเทศทั่วโลกยึดถือปฏิบัติ 7 ประการ คือ

1) มนุษยธรรม

2) ความไม่ลำเอียง

3) ความเป็นกลาง

4) ความเป็นอิสระ

5) บริการอาสาสมัคร

6) ความเป็นเอกภาพ และ

7) ความเป็นสากล

สภากาชาดไทยมีภารกิจแกนหลักใหญ่คอยประสานกับ โรงพยาบาลในเครือข่าย เพื่อผนึกกำลังกันช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หลายด้านด้วยกัน คือ

78

ปฐมบท 7

9

              1. ด้านการบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย มีหน่วยงานประกอบด้วย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พร้อมด้วยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ (เพื่อโรคมะเร็งเต้านม) ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์ฝึกอบรมปฐมพยาบาลและสุขภาพอนามัย และศูนย์ต่างๆ อีกหลายศูนย์ เพื่อบริการให้การป้องกันรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ทุกๆ คน สำหรับต่างจังหวัดมีโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ชลบุรี


               2. ด้านการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มีสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ พร้อมด้วยสถานีกาชาดและสาขา 16 แห่งทั่วทุกภาค ของประเทศ เหล่ากาชาดจังหวัด 75 จังหวัดและกิ่งกาชาดอำเภออีก 221 กิ่ง เพื่อบริการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และเพื่อส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของมวลชน



               3. ด้านการบริจาคโลหิต อะไหล่ชีวิตอื่นๆ และชีววัตถุช่วยชีวิต มีศูนย์อะไหล่ชีวิตต่างๆ ได้แก่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ที่ประกอบด้วยภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 ภาคท้องถิ่นทั่วประเทศ ศูนย์ดวงตา ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สถานเสาวภา (ศูนย์ผลิตผลิตภัณฑ์ชีววัตถุเป็นอะไหล่ชีวิต) เพื่อบริการให้อะไหล่ชีวิตแท้ๆ แก่มหาชน เช่น เลือด ดวงตา ตับ ไต หัวใจ ฯลฯ และผลิตภัณฑ์ชีววัตถุจากสัตว์ที่มีชีวิต เช่น วัคซีนป้องกันโรคร้ายต่างๆ และเซรุ่ม แก้พิษงูและพิษสุนัขบ้า



               4. ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต มีมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย เพื่อดูแลเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง สำนักงานอาสากาชาด พร้อมด้วยมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย เพื่อฝึกอบรมอาสาสมัครสำหรับกิจกรรมการกุศลต่างๆ ของสภากาชาดไทย และสำนักงานยุวกาชาด เพื่อปลูกฝังและเผยแพร่แก่เยาวชนให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการและอุดมการณ์ของกาชาดในด้านสันติภาพ ด้านสุขอนามัย ด้านการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น ด้านการมีสัมพันธภาพและมิตรภาพที่ดีต่อบุคคลทั่วไป และระหว่างนานาชาติโดยมีเครือข่ายในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ปฐมบท 8

10

 

 

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

                   เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช เสด็จสู่สวรรคาลัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริ 
ที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พร้อมด้วยพระราชภาดาและพระราชภคินี เพื่อสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถ ด้วยการจัดสร้าง 
โรงพยาบาลขึ้นในที่ดินส่วนพระองค์ เพื่อให้เป็นถาวรประโยชน์ ใช้ใน การให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยไข้ ผู้ยากไร้โดยทั่วไป 
สืบสานตามพระราชปณิธานของพระพุทธเจ้าหลวงเมื่อครั้งยังทรง พระชนมชีพอยู่โดยมีพระราชดำริจัดตั้ง 
สภากาชาดไทย(ซึ่งเรียกกันในเวลา
นั้นว่า “
สภาอุณาโลมแดง”) ขึ้น การจัดสร้างโรงพยาบาลของสภากาชาดไทยนี้ เป็นไปตามแบบอย่างนานาอารยประเทศที่เจริญแล้ว เพื่อเป็นถาวรประโยชน์เฉลิมพระเกียรติยศถวายเป็นพระราชกุศล และยังเป็นเกียรติคุณแก่ ราชอาณาจักรไทยด้วย ดังนั้น บรรดาพระราชโอรส พระราชธิดาในพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชจึงทรงร่วมกันบริจาคทรัพย์สมทบกับทุนของสภากาชาดไทย จัดสร้างโรงพยาบาลอย่างทันสมัยขึ้น และ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อโรงพยาบาลของสภากาชาดไทยแห่งนี้ ตามพระปรมาภิไธยในสมเด็จพระบรมชนกนาถ 
พระบาทสมเด็จ 
พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” 
และได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

                  เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2457 นับเป็นโรงพยาบาลที่ทันสมัย ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ สืบมาจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงเกิดขึ้นมาเพื่อสืบสานพระราชปณิธาน ในการมุ่งสร้างสรรค์ให้เป็นโรงพยาบาลที่ดีจริง ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ และเผยแผ่พระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับทั้งยังเป็นการเผยแพร่เกียรติคุณ ของชาติไทย ในด้านการแพทย์และการพยาบาล ช่วยแบ่งเบาภาระของ

รัฐบาล

ปฐมบท 9

11

              ในการบริการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยไข้ ทั้งในยามสงครามและยามปกติ โดยยึดมั่นในปณิธานอันแน่วแน่ตามหลักการกาชาดที่จะให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั่วไป โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ ลัทธิ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง

               ปัจจุบัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ให้บริการทางการแพทย์ การพยาบาล ตลอดจนการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์และ วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย รวมทั้งระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย มาใช้ในการรักษาพยาบาล มีการค้นคว้าวิจัยพัฒนาการรักษาพยาบาล รวมทั้ง พัฒนาบุคลากรทุกระดับมาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีความก้าวหน้าล้ำนำสมัย สมดังพระราชปณิธาน นอกจากการรักษาพยาบาลผู้ป่วยแล้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ยังเป็นสถานที่ฝึกอบรมนิสิตแพทย์ แพทย์ประจำบ้านของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเป็นสถานที่ฝึกอบรมนักศึกษาพยาบาลของวิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทยและโรงเรียนรังสีเทคนิคซึ่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ในสายงาน เจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคอีกด้วย จึงนับได้ว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็น ศูนย์กลางของวิทยาการ การบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข” ที่ครบถ้วนทุกด้าน เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนางานด้านบริการของโรงพยาบาลต่อไป

ปฐมบท 10

12

 

                คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถือกำเนิดขึ้นมาจากพระราชปรารภใน สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์โดยสืบเนื่องจากเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้แก่แพทย์และพยาบาล ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2489 มีความสำคัญตอนหนึ่งว่า ...ต้องการให้มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น ให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน... จากพระราชปรารภดังกล่าว รัฐบาลในขณะนั้นจึงได้อนุมัติงบประมาณจำนวนหนึ่ง (ประมาณ 900,000 บาท) ให้แก่ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เพื่อสนองพระราชปรารภ ในการขยายการศึกษาแพทยศาสตร์ของประเทศไทย ให้สามารถผลิตแพทย์ออกมาเป็นจำนวนมากเพียงพอกับความต้องการของประชาชน

                ขณะนั้น การศึกษาแพทย์ของประเทศไทยมีอยู่เพียงแห่งเดียวที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ซึ่งมีสถานที่จำกัด ไม่สามารถจะขยายเพิ่มขึ้นได้มากพอตามที่ต้องการ อีกทั้งการจะรับนักศึกษาแพทย์เป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการขยายหรือการไปสร้างโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ ก็สิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายสูงเกินกำลังของรัฐบาลสมัยนั้น ซึ่งได้สูญเสียงบประมาณไปจำนวนมากในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อพิจารณาปัญหาหลายด้าน และไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว จึงได้มีการตัดสินใจเลือกใช้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยซึ่งเคยเป็น โรงเรียนการแพทย์ทหารบก มาก่อน ทั้งยังมีสถานที่กว้างขวาง มีจำนวนเตียงผู้ป่วยมากเพียงพอที่จะใช้ฝึกฝนนักศึกษาแพทย์ทางคลินิกได้เป็นอย่างดี

1314

ปฐมบท 11

                    จึงได้มีการติดต่อกันระหว่างกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุขกับโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยเพื่อทาบทามเปิดโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ขึ้น และด้วยความร่วมมือเป็นอย่างดีของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคณะแพทยศาสตร์ “แห่งใหม่” จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นตามพระราชปรารภ โดยใช้สถานที่ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และสามารถเปิดการเรียนการสอน ได้ภายใน 9 เดือนเศษ (นับจากวันที่ได้เริ่มมีการติดต่อกันครั้งแรก)

                    พระราชปรารภในการผลิตแพทย์เพิ่ม จึงบรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศตั้ง“คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล
จุฬาลงกรณ์”
 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2490 และได้เปิดเรียนวันแรกเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 
พ.ศ. 2490 ซึ่งต่อมาได้โอนมาสังกัด “
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510 ตราบจนกระทั่งปัจจุบัน 
 

                    คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงทำงานประสานกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว ตลอดมา

 

 16 15

ปฐมทบ ที่ 12 ไม่มีข้อมูล

ปฐมบท 13

17

 

  • - การใส่สายสวนหัวใจ Cardiac catheterization 
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การผ่าตัดหัวใจ Patent ductus arteriosus (PDA) 
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การผ่าตัดเข้าในหัวใจ Closed mitral valvulotomy 
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การผ่าตัดโรคต่อมลูกหมากโต TUR-P 
    “รายแรกของประเทศไทย”
  • - การรักษาอหิวาตกโรคด้วยสารน้ำและเกลือแร่ สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ
  • - การรักษามะเร็งด้วย Cobalt-60 Teletherapy 
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การผ่าตัดหัวใจโดยใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม 
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”

    - การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาดำ Corneal transplantation เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ 

“ครั้งแรกของประเทศไทย”

  • - การผ่าตัดหูโดยการใช้กล้องจุลทรรศน์ 
    “ครั้งแรกของประเทศไทย” 
    (ทำให้เกิดพัฒนาการของการผ่าตัดโดยใช้กล้องในประเทศไทย)
  • - การรักษาภาวะไตวายโดยใช้เครื่องไตเทียม 
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การใช้ Lithium รักษา Manic depressive psychosis 
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การผ่าตัดเปลี่ยนไต 
    “รายแรกของประเทศไทย”

- การผ่าตัดทำหมันหญิงผ่านช่องคลอด 

  • “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การรักษาทางจิตเวช ด้วยการช็อตไฟฟ้า (Modified electroconvulsive therapy)
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การใช้เลเซอร์ในการผ่าตัดตา เป็นการใช้เลเซอร์ทางการแพทย์
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การผ่าตัดทำหมันหญิงโดยใช้ห่วง Falope ring ผ่านกล้อง (Laparoscopic tubal resection) 
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง (Colonoscopic polypectomy)
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การผ่าตัดแยกเด็กแฝดสยาม 
    “รายแรกของประเทศไทย” ซึ่งนับเป็น “รายที่ 3 ของโลก”
  • - การผ่าตัดย้ายนิ้วเท้ามาแทนนิ้วมือที่ขาด ด้วยวิธีจุลศัลยกรรม
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • - การผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน โดยต่อหลอดเลือดจากหนังศีรษะเข้ากับหลอดเลือดในสมอง 
    “รายแรกของประเทศไทย”
  • - การวินิจฉัยผู้ป่วยโรคเอดส์ 
    “รายแรกของประเทศไทย”
  • - การรักษามะเร็งปากมดลูก ด้วยแร่กัมมันตภาพรังสี Cs 137
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”
  • • การผ่าตัดแก้ไขความพิการทางหู Cochlear implantation 
    “ครั้งแรกของประเทศไทย”

    • การแก้ไขภาวะมีบุตรยากด้วยวิธีการผสมเทียมนอกมดลูก “เด็กหลอดแก้ว”
    (Test tube baby) “รายแรกของประเทศไทย”

    • การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ “รายแรกของประเทศไทย” 
    • การผ่าตัดเปลี่ยนตับ “รายแรกของประเทศไทย”

    • การผ่าตัดข้อผ่านกล้อง Arthroscope “ครั้งแรกของประเทศไทย” 
    • การวินิจฉัยและรักษาทารกในครรภ์ “ครั้งแรกของประเทศไทย” 
    • การผ่าตัดปลูกถ่ายตับจากพ่อสู่ลูกที่ “มีอายุน้อยที่สุดในประเทศไทย
  • 18
  • นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ริเริ่มค้นคว้าและศึกษาวิจัยในวิทยาการใหม่ๆ ด้านการแพทย์อีกมากมาย  อาทิ...
  • • ริเริ่มการค้นคว้าวิจัยเรื่องเลปโตสไปโรสิส จนได้รับการอ้างอิงในระดับนานาชาติ 
    • ริเริ่มงานเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม “แห่งแรกของประเทศไทย”

    • ริเริ่มหน่วยเซลล์วิทยา เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง 

    • ริเริ่มหน่วย Radioisotope “แห่งแรกของประเทศไทย”

    • ริเริ่มเปิดสาขาประสาทศัลยศาสตร์ “แห่งแรกของประเทศไทย”

    • ริเริ่มจัดตั้ง “ศูนย์ดวงตา
    สภากาชาดไทย”

    • ริเริ่มเปิดหน่วยวิจัยคุมกำเนิดสำหรับเป็นหน่วยวางแผนครอบครัว 
    “แห่งแรกของประเทศไทย” 
    • ริเริ่ม Radioimmunoassay “แห่งแรกของประเทศไทย”

    • ริเริ่มการผ่าตัดทำหมันแห้ง (Interval tubal sterilization) 
    • ริเริ่มให้วัคซีน BCG ในทารกแรกคลอดทุกราย จนกระทรวงสาธารณสุข 
    ใช้เป็นนโยบายระดับชาติ 
    • ริเริ่มจัดตั้งห้องปฏิบัติการหน่วยชีววิทยาการเจริญพันธุ์ 
    ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO-CCR) 
    • ริเริ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะหัวใจ (Cardiac rehabilitation) 
    “แห่งแรกของประเทศไทย” 
    • ริเริ่มจัดตั้งห้องปฏิบัติการโครโมโซม “แห่งแรกของประเทศไทย”

    • ริเริ่มการใช้ Ultrasound “แห่งแรกของประเทศไทย”

    • ริเริ่มหน่วยศัลยกรรมจุลประสาทศัลยกรรม 
    • ริเริ่มโครงการส่งเสริมการศึกษาแพทย์สำหรับชาวชนบท 
    • ริเริ่มใช้ Colonoscope ในการวิเคราะห์โรค 
    • ริเริ่มจัดตั้งหน่วยฟื้นฟูความพิการของใบหน้า (Craniofacial unit) 
    แบบครบวงจร “แห่งแรกของประเทศไทย” 
    • ริเริ่มการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) 
    “เครื่องแรกของประเทศไทย”

    • ริเริ่มจัดตั้งศูนย์วิจัยสเตรปโตคอคคัสแห่งชาติ 
    • ริเริ่มการทำ Intracranial monitoring “แห่งแรกของประเทศไทย”

    • ริเริ่ม Immunohisto chemistry “แห่งแรกของประเทศไทย” 
    • ริเริ่มการทำ Fine needle aspiration “ครั้งแรกของประเทศไทย”

    • ริเริ่มระบบค้นฐานข้อมูลบรรณานุกรมวารสารทางการแพทย์ 
    ด้วยคอมพิวเตอร์ Medline 
    • ริเริ่มการผ่าตัดด้านประสาทศัลยศาสตร์ ด้วยเลเซอร์ 
    • ริเริ่มใช้เครื่องสลายนิ่ว “แห่งแรกของประเทศไทย”

    • ริเริ่มการตรวจหาเชื้อเอดส์จากน้ำลาย “ครั้งแรกของประเทศไทย” 
    • ริเริ่มคลินิก Menopause “แห่งแรกของประเทศไทย”

    • ริเริ่มการตรวจด้วยเครื่อง MRI “เครื่องแรกในโรงพยาบาลภาครัฐ”

    • การประดิษฐ์ลิ้นหัวใจเทียมจากเยื่อหุ้มสมอง dura mater 
    • การพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างผิวหนังสังเคราะห์ (Artificial skin) 
  • “ครั้งแรกในประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์”
  • ปฐมบท 14
  • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยยังได้สืบสานพระราชปณิธาน โดยมุ่งมั่นให้เป็น โรงพยาบาลที่ทันสมัย มีความเป็นเลิศในด้านบริการ สามารถผลิตแพทย์ที่เปี่ยมคุณภาพ พร้อมคุณธรรม ออกไปรับใช้ประชาชน” นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นพัฒนาให้เป็น “สถาบันด้านวิชาการทางการแพทย์และการบริการชั้นนำของอาเซียน” อยู่ภายใต้พันธกิจของการให้บริการทางการแพทย์ การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ การป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ ที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ เป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้บริการ รวมทั้งการฝึกอบรมและค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์ เพื่อสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการและชี้นำสังคม โดยให้การรักษาพยาบาลกับ ผู้ป่วยในทุกๆ ระบบแบบครบวงจร ทั้งในระดับปฐมภูมิ (Primary care level) ทุติยภูมิ (Secondary care level) และตติยภูมิ (Tertiary care level) รวมถึงการรับผู้ป่วยส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่นๆ เพื่อรักษาต่ออย่างมีคุณภาพ จนถึงที่สุด
  • จากการให้ความสำคัญกับการตรวจรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจรักษาโรคทั่วไปและคลินิกเฉพาะโรค โดยแพทย์ผู้ชำนาญทุกสาขา การตรวจรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทั้งในด้านการป้องกันโรค การบริการตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การให้ความรู้ด้านสุขภาพอนามัย การใช้ยา การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ตลอดรวมถึงคำแนะนำเรื่องโรคต่างๆ ด้วยมาตรฐานการรับรองคุณภาพตามระบบ HA (Hospital Accreditation) ที่นำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาล ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 จนได้รับการรับรองคุณภาพจากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพ (พรพ.) ใน พ.ศ. 2545 ซึ่งได้
    รับการต่ออายุการรับรองคุณภาพ ใน พ.ศ. 2547 และต่อเนื่องมาตราบจนกระทั่งปัจจุบัน  

    การมุ่งมั่นพัฒนาอย่างเข้มแข็งในทุกๆ ด้านตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารูปแบบการบริการทางการแพทย์ที่ล้ำหน้าทันสมัย การสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ การพัฒนาระบบสนับสนุนบริการ ตลอดทั้งการพัฒนาระบบบริหารให้เกิดขึ้นในวงการแพทย์และสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องเสมอมานั้น ได้ก่อเกิด สัมฤทธิผลเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สาธารณชน ในการสร้างสรรค์คุณประโยชน์นานัปการให้แก่ประชาชนและสังคมไทย ทั้งยังมุ่งมั่นที่จะสรรค์สร้างพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งตลอดไป

    ไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงผ่านมานานเท่าใด วิสัยทัศน์และพันธกิจสำคัญยังคงยึดมั่นอยู่เพื่อการสร้างประโยชน์สุขให้แก่เพื่อนมนุษย์ประหนึ่งเข็มทิศนำทางในการมุ่งมั่นปฏิบัติงานมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องและจักก้าวต่อไปด้วยความพร้อมและพากเพียรพัฒนาองค์กรในทุก ๆ ด้านให้รองรับภารกิจเพื่อความสุขแห่งหมู่ชนสืบไป